วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552

วันออกพรรษา


ส่วนที่จะให้แสดง วันออกพรรษา ตรงกับวันเพ็ญ (ขึ้น 15 ค่ำ) เดือน 11 เป็นวันที่พระภิกษุสงฆ์ออกจากจำพรรษา หรือการอยู่ประจำที่ตลอดฤดูฝน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ต่อจากวันนี้ไปพระภิกษุสงฆ์ก็สามารถจาริกไปในที่ต่าง ๆ และค้างแรมในที่อื่นได้
วันออกพรรษานี้มีการทำปวารณา ในหมู่พระภิกษุสงฆคือให้พระภิกษุสงฆ์ทำปวารณาแทนการทำอุโบสถ์สังฆกรรม ยอมให้ว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกัน ต่างรูปต่างกล่าวคำปวารณาตามลำดับอาวุโส มีใจความว่า
สงฺฆมฺภนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺโต อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกฺกริสฺ สามิ ฯ


ส่วนที่เหลือ ข้าพเจ้าขอปวารณาต่อพระสงฆ์ด้วยได้ยินก็ดี ได้ฟังก็ดี สงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าว ข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้าสำนึกได้จักทำคืนเสีย แล้วจักสำรวมระวังต่อไป (กล่าว 3 ครั้ง)
ในวันออกพรรษาตามประวัติกล่าวว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจากที่ได้เสด็จไปจำพรรษาและแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารดาการเสด็จลงจากดาวดึงส์ครั้งนั้น ได้เสด็จลงมา ณ เมืองสังกัสสะ บรรดาพุทธศาสนิกชนจึงพากันไปตักบาตรแด่พระพุทธเจ้า เรียกว่า ตักบาตรเทโว คำเต็มคือ ตักบาตรเทโวโรหนะ คำว่าเทโวโรหนะ แปลว่า การหยั่งลงจากเทวโลก
สำหรับพิธีตักบาตรเทโวนั้นโดยทั่วไปจะทำกันในบริเวณพระอุโบสถ มีการอัญเชิญพระพุทธรูป ซึ่งประดิษฐานบนบุษบกมีล้อเลื่อน มีบาตรตั้งอยู่หน้าพระพุทธรูป แล้วใช้คนลากนำหน้าพระภิกษุสงฆ์จะเดินตามพระพุทธรูป บรรดาพุทธศาสนิกชนจะเรียงรายอยู่เป็นแถวสองข้างทางที่พระพุทธรูปและพระสงฆ์เคลื่อนผ่าน เพื่อตักบาตรอาหารที่นิยม นำมาตักในวันนี้มี ข้าวสุก ข้าวต้มมัดใต้ และข้าวต้มลูกโยน
ในที่บางแห่งมีปูชนียวัตถุ เช่น พระธาตุเจดีย์ สร้างไว้บนภูเขา หรือสิ่งก่อสร้างที่สูงๆ เช่นที่ วัดสังกัส จังหวัดอุทัยธานี วัดเขาพระงาม จังหวัดลพบุรี และภูเขาทองวัดสระเกศ ที่กรุงเทพ ฯ ก็จะมีการอัญเชิญพระพุทธรูปลงจากภูเขา บรรดาพุทธศาสนิกชนก็มาคอยตักบาตร โดยตั้งแถวสองแถวเรียงรายรออยู่ที่เชิงเขา เพื่อให้ดูใกล้ความจริงว่า พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากที่สูง
การบำเพ็ญกุศลนอกจากนี้ก็มีการถวาย ผ้าจำนำพรรษา และพิธีทอดกฐิน ซึ่งจะกระทำกันหลังวันออกพรรษาไปได้อีกถึง วันเพ็ญ กลางเดือน 12

Read More

ภาวะกรดไหลย้อน


ส่วนที่จะให้แสดง คุณเคยรู้สึกเจ็บแสบแถวหน้าอกมั้ย โดยเฉพาะหลังกินอาหาร หรือขณะนอน ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดปกติที่เกิดกับระบบหัวใจและหลอดเลือด แต่เกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหน้าอกและคอหอย กว่า3 ใน 4 ของผู้ป่วยภาวะนี้จะมีอาการส่วนใหญ่ในขณะนอนตอนกลางคืน ทำให้ผู้ป่วยทรมานได้ไม่น้อยกว่าอาการปวดแน่นหน้าอกที่เกิดจากโรคหัวใจเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้อาการที่ปวดรุนแรงไม่ได้หมายถึงความรุนแรงของโรค หรืออันตรายที่เกิดขึ้นมากขึ้นด้วย นอกจากอาการหลักๆดังกล่าวแล้ว อาจพบอาการบางอย่างร่วมกัน เช่น รู้สึกแน่นท้อง วิงเวียน อยากอาเจียนหลังจากกินอาหาร รู้สึกเหมือนมีอะไรค้างอยู่ในลำคอและอยากจะเอาออกมา เจ็บคอมาก ไอแห้งๆ

ส่วนที่เหลือ ก่อนที่จะพูดถึงสาเหตุหรือกลไกของภาวะกรดไหลย้อนกลับ ขออธิบายคร่าวๆถึงสรีระตั้งแต่ช่องปากลงไปถึงลำไส้ เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไป อาหารจะผ่านช่องปากลงไปที่หลอดอาหารซึ่งเป็นท่อตรง ลงไปยังกระเพาะอาหารซึ่งมีสภาพเป็นกรด ( กระเพาะอาหารจะทำหน้าที่ย่อยอาหารพวกโปรตีนหรือเนื้อสัตว์) ทั้งนี้ที่ปลายหลอดอาหารที่เชื่อมต่อกับกระเพาะอาหาร จะมีลักษณะเป็นหูรูด หลังจากนั้นอาหารก็จะผ่านไปยังลำไส้เล็กซึ่งมีลักษณะเป็นท่อกลวงยาวซึ่งขดกันอยู่ในช่องท้องเพื่อย่อยอาหารอีกครั้ง แล้วอาหารที่ย่อยเสร็จจึงเดินทางไปยังลำไส้ใหญ่เพื่อดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย สำหรับภาวะกรดไหลย้อนกลับแล้ว กรดจะไหลย้อนกลับขึ้นมาจากกระเพาะไปยังหลอดอาหาร และในบางครั้งก็ผ่านมายังช่องปาก ซึ่งสวนทางกับทิศทางของอาหารเมื่อเรารับประทาน
สาเหตุของภาวะกรดไหลย้อนกลับ
1. กล้ามเนื้อหูรูดบริเวณตอนท้ายของหลอดอาหารทำงานผิดปกติ ทำให้กรดไหลย้อนกลับจากกระเพาะขึ้นไปที่หลอดอาหาร
2. กล้ามเนื้อของกระเพาะอาหารบีบตัวช้ากว่าปกติ ทำให้อาหารเคลื่อนตัวช้ากว่าปกติ ดังนั้นกรดจึงมีโอกาสที่จะไหลย้อนขึ้นมาจากกระเพาะมากกว่าปกติ
3. หอบหืด กว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่เป็นหอบหืดมักมีภาวะกรดไหลย้อนกลับ เนื่องจากอาการไอหรือจามในขณะที่เป็นหอบหืดนั้นจะทำให้ความดันบริเวณช่องอกเปลี่ยนไป กระตุ้นให้กรดไหลย้อนกลับได้ง่าย
การรักษาโดยการกินยาช่วยลดกรดในกระเพาะนั้นไม่ไช่วิธีที่ถูกต้องเพราะเมื่อกรดในกระเพาะลดลง ย่อมกระทบต่อประสิทธิภาพในการย่อยอาหาร ยาpropulsid เป็นยาที่เคยใช้รักษาภาวะกรดไหลย้อน แต่ปัจจุบันเลิกใช้แล้วเนื่องจากเป็นอันตราย ถึงขั้นเสียชีวิต ดังนั้นวิธีทางธรรมชาติจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ปลอดภัยกว่า
ภาวะกรดไหลย้อนกับวิธีธรรมชาติ
1. กระเทียม เนื่องจากกระเทียมมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นอันตราย เช่น เชื้อ H. Pyloris ที่แม้แต่กรดในกระเพาะอาหารก็ไม่สามารถทำลายเชื้อชนิดนี้ได้ และกระเทียมยังช่วยปรับสมดุลของเชื้อแบคทีเรียจำเป็นต่อร่างกายที่อาศัยอยู่ในลำไส้อีกด้วย แต่ทั้งนี้กระเทียมที่กินต้องเป็นกระเทียมที่ผ่านการบด หรือตำ หรือเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน ไม่ใช่การกลืนทั้งกลีบ เพื่อให้สารอัลลิซินในกระเทียมสามารถสัมผัสกับทางเดินอาหารโดยตรง (คุณสามารถผสมกระเทียมลงไปคั้นพร้อมกับน้ำผัก-ผลไม้อย่างอื่นก็ได้)
2. ควรกินอาหารประเภทprobiotic (ซึ่งหมายถึงอาหารที่มีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และจุลินทรีย์เหล่านั้นยังมีชีวิต ได้แก่ โยเกิร์ต คีเฟอร์ เป็นต้น) เป็นประจำ
3. ควรดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อช่วยลดความเข้มข้นของกรด สังเกตได้จากสีของปัสสาวะจะเป็นสีค่อนข้างใส ไม่เป็นเป็นสีเหลืองเข้ม
4. การวิจัยพบว่าการดื่มชาคาร์โมมายด์สามารถลดอาการของภาวะกรดไหลย้อนได้ แต่ยังไม่สามารถอธิบายกลไกที่ชัดเจนได้
5. งดสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้กล้ามเนื้อหูรูดเหนือกระเพาะคลายตัว กรดจึงโอกาสไหลย้อนกลับมากขึ้น
6. หลีกเลี่ยงการดื่มการดื่มสุรา เนื่องจากเป็นการกระตุ้นให้กระเพาะหลั่งกรดมากขึ้น
7. อย่ากินอาหารตอนดึก โดยเฉพาะ 3 ชั่วโมงก่อนนอน เพราะทุกครั้งที่กินอาหาร กรดจะหลั่งออกมาจากกระเพาะเพิ่มขึ้น และเมื่อนอน จะเพิ่มความเสี่ยงให้กรดไหลย้อนกลับ นอกจากนี้หลังกินอาหารเสร็จทุกครั้งไม่ควรเข้านอนทันที
8. การนอนโดยศีรษะสูงขึ้น จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะกรดไหลย้อนได้เนื่องจากแรงดึงดูดโลกจะดึงให้กรดจากกระเพาะไม่ให้ไหลขึ้นมา
9. ในรายที่มีน้ำหนักเกินหรือคนอ้วน จะมีโอกาสที่จะเกิดกรดไหลย้อนกลับขณะนอนมากกว่าคนปกติ ดังนั้นการลดในน้ำหนักในผู้ที่ภาวะกรดไหลย้อนจะช่วยลดอาการต่างๆได้

Read More

ช็อกโกแลต

ส่วนที่จะให้แสดง ช็อกโกแลต หรือ ช็อกโกเลต (Chocolate) คือผลิตผลที่ได้มาจากเมล็ดของต้นโกโก้เขตร้อน ช็อกโกแลตเป็นส่วนผสมของของหวานหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นไอศกรีม ลูกอม คุกกี้ เค้ก หรือว่าพาย ช็อกโกแลตถือได้ว่าเป็นของหวานอย่างหนึ่งที่ถูกใจคนทั่วโลก
ช็อกโกแลตทำจากการหมัก คั่ว และบดอย่างละเอียดของเมล็ดโกโก้ซึ่งได้มาจากต้นโกโก้เขตร้อน (tropical cacao tree) ซึ่งมีต้นกำเนิดจากอเมริกากลางและเม็กซิโก ต้นโกโก้นั้นถูกค้นพบโดยชาวอินเดียนแดงและชาวอัซเตก (Aztecs) แต่ในปัจจุบันได้แพร่กระจายและปลูกไปทั่วเขตร้อน เมล็ดของต้นโกโก้นั้นมีรสฝาดที่เข้มข้นมาก ผลผลิตของเมล็ดโกโก้รู้จักกันในนาม "ช็อกโกแลต" หรือบางส่วนของโลกในนาม "โกโก้"

ส่วนที่เหลือ ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดโกโก้รู้จักภายใต้หลายชื่อแตกต่างกันไปในส่วนต่าง ๆ ของโลก ในอเมริกา อุตสาหกรรมช็อกโกแลตได้จำกัดความไว้ว่า
โกโก้ (cocoa) คือเมล็ดของต้นโกโก้
เนยโกโก้ (cocoa butter) คือไขมันของเมล็ดโกโก้
ช็อกโกแลต (chocolate) คือส่วนผสมระหว่างเมล็ดของต้นโกโก้และเนยโกโก้
ช็อกโกแลตคือส่วนผสมระหว่างเมล็ดของฝักถั่วโกโก้และเนยโกโก้ ซึ่งได้ผสมน้ำตาลและส่วนผสมอื่น ๆ และถูกทำให้อยู่ในรูปของแท่งและรูปอื่น ๆ
เมล็ดของต้นโกโก้นอกจากทำเป็นช็อกโกแลตได้แล้วยังสามารถทำเป็นเครื่องดื่มได้ด้วย เช่น ช็อกโกแลตร้อน เครื่องดื่มช็อกโกแลตนั้นได้ถูกคิดค้นขึ้นโดยชาวอัซเตก (Aztecs) หลังจากนั้นโดยชนเผ่าอินเดียนแดงและชาวยุโรป
บ่อยครั้งที่ช็อกโกแลตมักจะถูกทำให้อยู่ในรูปของสัตว์ต่าง ๆ คน หรือวัตถุในจินตนาการ เพื่อร่วมในงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น รูปกระต่าย รูปทรงไข่ในเทศกาลอีสเตอร์ รูปของเหรียญหรือซานตาคลอสในเทศกาลคริสต์มาส และรูปทรงหัวใจในเทศกาลวาเลนไทน์

Read More

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ไข้หวัดใหญ่ 2009



สธ.ประสาน ศธ. จัดประชุมผู้บริหารสถานศึกษารับมือไข้หวัดใหญ่ 2009 ช่วงเปิดเทอม (11/5/2009)
กระทรวงสาธารณสุข ประสานกระทรวงศึกษาธิการ เตรียมจัดประชุมผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในช่วงเปิดภาคเรียน
นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ นายแพทย์หม่อมหลวงสมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงข่าวการประชุมศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน กระทรวงสาธารณสุข เพื่อควบคุมและป้องกันการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ประสานไปยังกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อจัดการประชุมผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ เพื่อซักซ้อมความเข้าใจในการเฝ้าระวังและป้องกันโรคดังกล่าวในวันแรกของการเปิดภาคเรียน โดยให้อาจารย์ประจำชั้นสังเกตอาการของนักเรียนในห้องเรียน รวมถึงการตรวจสอบนักเรียนที่มีประวัติเดินทางกลับจากพื้นที่ที่มีการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หากพบอาการให้แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที รวมทั้งการแจกหน้ากากอนามัยจำนวน 100,000 ชิ้น
สำหรับผลการเฝ้าระวังจากผู้โดยสารที่เดินทางจากทุกประเทศที่มีการพบผู้ป่วยของสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุขในขณะนี้ มีผู้ที่อยู่ในข่ายเฝ้าระวังและอยู่ในระหว่างการดำเนินการทางห้องปฏิบัติการ จำนวน 10 ราย และผู้ต้องสงสัยอีก 1 รายที่ได้ส่งเชื้อไปตรวจที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อความแน่ชัดอีกครั้ง

Read More






การใส่หน้ากากอนามัย

หน้ากากอนามัยมีหลายประเภท บางอย่างทำด้วยผ้าธรรมดา ซึ่งไม่สามารถกรองฝุ่นหรือเชื้อโรคที่ มีขนาดเล็กได้ เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก National Institute of Occupational Safety & Health (NIOSH) ของ USA จึงกำหนดคำว่า N95 ขึ้น เพื่อเป็นมาตรฐานว่า ถ้าระบุว่า N95 แสดงว่าหน้ากากนี้สามารถทีจะกรอง อนุภาคที่มีขนาดเล็กว่า 0.3 ไมครอนได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 ที่จริงหน้ากากชนิด N95 ไม่สามารถที่จะกรองเชื้อไวรัสเช่น ไวรัสไข้หวัดนกได้ เนื่องจากไวรัส ไข้หวัดนกมีขนาด 0.1 ไมครอน แต่หน้ากากนี้มีไว้ให้คนใช้ใส่ เพื่อที่จะกันน้ำมูกน้ำลายของคนไข้ เวลาที่ไอจามออกมา เพราะละอองฝอย การไอหรือจามจะมีขนาดมากว่าหรือเท่ากับ 4 ไมครอน ซึ่งหน้ากากนี้สามารถกักไว้ได้
แล้วใส่หน้ากากอนามัย แบบ N95 กันฝุ่นละอองขนาดเล็กได้หรือไม่ สามารถกัน PM10 และ PM 2.5 ได้ ยกเว้นในส่วนที่เล็กกว่า 0.3 ไมครอนที่กันไม่ได้

Read More









วิกฤติโลกร้อน

เมื่อเดือนเมษายนมาถึง อากาศร้อนก็มาเยือน ถ้าเราคิดย้อนหลังไปจะพบว่าทุกวันนี้อากาศร้อนมากกว่าสมัยก่อนมาก นอกจากนี้อากาศยังแปรปรวนไม่ปรกติ บางวันฝนตกทั้งๆที่ไม่ใช้หน้าฝน บางวันก็มีพายุ ลมแรง เมื่อไม่กี่วันก่อนมีข่าวว่าหิมะตกในประเทศอิรัก ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน เนื่องจากอิรักเป็นประเทศในแถบร้อน ไม่แน่เหมือนกันวันดีคืนดีประเทศไทยของเราอาจมีหิมะตกกับเขาบ้างก็ได้
พูดถึงอากาศร้อน เราคงได้ยินเรื่อง ที่หน่วยงานต่างๆหันมาตื่นตัวเรื่องของสภาพอากาศกันมากขึ้น องค์การสหประชาชาติได้ออกมาเตือนถึงภยันตรายจาก “วิบัติภัยโลกร้อน” ที่กำลังคุกคามโลกซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นจนน่าวิตก รัฐบาลของท่านนายกสมัคร สุนทรเวช ยังประกาศที่จะเร่งรัดมาตรการ และโครงการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติโลกร้อน ให้เป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องรีบในปีแรก สาเหตุสำคัญที่เร่งให้เกิดภาวะโลกร้อนก็คือการกระทำของมนุษย์นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการ การเผาไหม้เชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม การเผาป่าเพื่อใช้พื้นที่สำหรับทำการเกษตรที่อยู่อาศัยและการทำปศุสัตว์ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภัยธรรมชาติ ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย ผลกระทบต่อภาคการเกษตร การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องภาวะโลกร้อนและผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ จึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมของประเทศ เพื่อรับมือกับมหันตภัย ดังกล่าวในฐานะที่เราเป็นหน่วยงานทางการศึกษา ซึ่งมีบทบาทในการให้ความรู้แก่เยาวชน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ทั้งในและนอกห้องเรียนเพื่อให้ลูกศิษย์ของเรา สามารถรับมือกับภาวะโลกร้อนได้

Read More




อาหารเป็นยาอาหารเป็นยา เป็นคำที่ทราบกันดีในหมู่นักบริโภคเพื่อสุขภาพทั้งหลายซึ่งเราขอยกมือสนับสนุนเต็มที่ค่ะ เพราะอาหารที่คุณคุ้นเคยหลายชนิดซึ่งนอกจากจะอร่อยลิ้นแล้ว ยังช่วยป้องกันการเกิดปัญหาทางสุขภาพและช่วยส่งเสริมสุขภาพของคุณด้วยค่ะ อันนี้นักวิจัยเขายืนยันมา และนี่ก็คือ 9 ยอดอาหารธรรมชาติที่ช่วยรักษาสุขภาพของคุณค่ะ1. บร็อคโคลี่ แชมเปี้ยนผักในตระกูลกะหล่ำที่เป็นที่นิยมของนักบริโภคทั่วโลกบร็อคโคลี่มีประโยชน์ดังนี้ค่ะ - ช่วยป้องกันมะเร็ง - อุดมด้วยวิตามินซี สารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระ ในร่างกาย และยังช่วยให้ผนังเส้นเลือดแข็งแรงอีกด้วยค่ะ - ประกอบด้วยสาร glutathione ซึ่งช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดไขข้ออักเสบ เบาหวาน และโรคหัวใจ และนอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย ลดระดับคลอเลสเตอรอล และช่วยลดความดันโลหิตสูงค่ะ - ป้องกันการเกิดต้อกระจก เนื่องจากบร็อคโคลี่ จะมีสารเบต้าแคโรทีนสูง โดยเฉพาะสาร lutein ค่ะขนาดรับประทาน : บร็อคโคลี่ 1/2 ถ้วย ต่อสัปดาห์ ก็จะดีต่อสุขภาพของคุณ2. กระเทียม ช่วยลดคลอเลสเตอรอล มีฤทธิ์คล้ายกับยาแอสไพรินในการช่วยป้องกันการแข็งตัวและการอุดตันของหลอดเลือด มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้เหมือนกับยาเพ็นนิซิลิน โดยเฉพาะเวลาที่เจ็บคอ สามารถใช้กระเทียมรักษาได้ดีค่ะ และยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ในการช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านมอีกด้วยค่ะขนาดรับประทาน : การป้องกันโรคหัวใจรับประทานวันละ 1 กลีบ และโดยทั่วไป ก็แนะนำให้รับประทานกระเทียมเป็นประจำทุกวันแล้วแต่ปริมาณที่คุณชอบค่ะ3.ถั่วแดง เป็นอาหารที่มีส่วนประกอบของเส้นใยอาหารสูงมากค่ะ ดังนั้นจึงช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอล ป้องกันการเกิดภาวะเส้นเลือดในสมองแตก และมะเร็งลำไส้ใหญ่ค่ะ อุดมด้วยกรดโฟลิค ที่ช่วยบำรุงโลหิต ป้องกัน ความผิดปกติของทารกในครรภ์ นอกจากนี้ยังประกอบด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนท์ polyphenolics ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้ดีอีกด้วยค่ะขนาดรับประทาน : ควรรับประทาน 1 ถ้วย / วัน ค่ะ4. นมพร่องมันเนย เป็นแหล่งของแคลเซี่ยมสูงที่ปลอดไขมัน ซึ่งป้องกันภาวะกระดูกพรุนและยังประกอบด้วยสารโปรตัสเซี่ยมและแมกเนเซี่ยม ที่ออกฤทธิ์ช่วยลดความดันโลหิตสูงค่ะขนาดรับประทาน : คนวัยหนุ่มสาวต้องการแคลเซี่ยมวันละ 1000 mg ค่ะ ส่วนวัยสูงอายุจะต้องการเพิ่มขึ้นเป็น 1500 mg /วัน จึงจะเพียงพอค่ะปัจจุบันมีนมพร่องมันเนยแคลเซี่ยมสูงจำหน่ายอยู่ทั่วไป เลือกดื่มได้ตามปริมาณที่แนะนำนะคะ5. ส้ม ยอดผลไม้ที่มีปริมาณวิตามิน ซี สูง เส้นใยอาหารสูง รวมทั้งสารอาหารชนิดอื่นๆ ซึ่งช่วยป้องกันหวัด ลดระดับคลอเลสเตอรอล ช่วยในการสร้างกระดูก ป้องกันการเกิดนิ่วในไต ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ตลอดจนช่วยฟื้นฟูอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจอีกด้วยค่ะ นอกจากนี้สาร phytochemicals ในส้มยังช่วยต่อต้านมะเร็งเต้านมด้วยค่ะขนาดรับประทาน : ควรรับประทานส้มวันละ 1-2 ผล เป็นประจำทุกวัน6. ปลาแซลมอน มีปริมาณน้ำมันปลาที่เรียกว่า Omega-3s ค่อนข้างสูง ซึ่งช่วยป้องกันโรคหัวใจ และช่วยควบคุมอาการไขข้ออักเสบ นอกจากนี้น้ำมันปลายังช่วยลดอาการปวดรอบเดือน กลุ่มอาการก่อนมีรอบเดือนรวมทั้งช่วยระงับอาการซึมเศร้าได้ด้วยค่ะขนาดรับประทาน : รับประทานสัปดาห์ละ 3 ออนซ์7. เต้าหู้ หนึ่งในอาหารชั้นเลิศที่ควรเลือกรับประทานค่ะ ช่วยลดระดับไขมัน คลอเลสเตอรอล อุดมด้วยสาร Isoflavone สารเอสโตรเจนธรรมชาติจากพืช ป้องกันกระดูกพรุน ป้องกันมะเร็งเต้านม และยังช่วยให้ไตทำงานได้ดีด้วยค่ะขนาดรับประทาน : 30-50 mg ของ Isoflavone / วัน หรือเท่ากับปริมาณเต้าหู้ 1/2 ถ้วย/วัน ซึ่งมี Isoflavone 35 mg.8. ซอสมะเขือเทศ นอกจากจะสุดอร่อยแล้ว ยังมีประโยชน์มากมายค่ะ เช่น ป้องกันมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหาร สาร lycopene ในมะเขือเทศเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ พบมากในเฉพาะมะเขือเทศเท่านั้น ในผักผลไม้ชนิดอื่นจะมีlycopene น้อยค่ะ สาร lycopene มีคุณสมบัติ กำจัดสารอนุมูลอิสระตัวอันตรายให้ออกไปจากร่างกายของคุณ ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันมะเร็งแล้ว ยังช่วยให้คุณห่างไกลความร่วงโรยอีกด้วยละค่ะ น่าสนมั้ยละคะ...ขนาดรับประทาน : รับประทานได้ตามใจชอบเป็นประจำทุกวันค่ะ9. น้ำ ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่ จึงจำเป็นที่คุณควรจะดื่มน้ำให้เพียงพอ เพราะน้ำคือยาอันมหัศจรรย์ทีเดียวค่ะ หากดื่มน้ำได้เพียงพอ จะช่วยป้องกันอาการอ่อนเพลีย ตะคริว รักษาระดับอุณหภูมิของร่างกาย ป้องกันการเกิดนิ่ว และยังช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสค่ะ ฉะนั้น ควรจะดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้วและถ้าคุณสามารถดื่มได้มากกว่านี้ก็นับว่าเป็นกำไรของคุณค่ะ
สุดยอดอาหารยืดชีวิตให้ยืนยาวอาหารที่ดีต่อสุขภาพมีคุณสมบัติในการต่อต้านความร่วงโรยของวัย มันอาจไม่ทำให้คนตายฟื้นคืนได้ แต่จะทำให้ภูมิคุ้มกันของคุณแข็งแกร่งขึ้น ช่วยคุณต่อสู้โรคร้าย และทำให้คุณอายุยืนยาวขึ้นได้
1. คาโมมายล์ คุณสมบัติ เป็นพืชในตระกูลเดซี่ และดอกของมันมีคุณสมบัติในการรักษาโรคประโยชน์ คาโมมายล์ทำหน้าที่คลายกล้ามเนื้อ ซึ่งช่วยลดความเครียดและอาการตึงตัว และเมื่อคุณครียดน้อย คุณก็มีโอกาสน้อยลงที่จะเกิดโรคหัวใจที่เนื่องมาจากความเครียด คาโมมายล์ยังช่วยล้างพิษในร่างกายด้วยการช่วยไตในการขับถ่ายของเสียกินอย่างไร การดื่มชาคาโมมายล์เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและได้ผลดี

2. ปลาเนื้อมัน คุณสมบัติ ปลาเนื้อมันๆอย่างเช่น ปลาแซลมอนหรือแม็กเคอเรล (ปลาซาบะ) มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ในปริมาณสูงประโยชน์ ปลาชนิดนี้ช่วยลดระดับไขมันในเลือดและป้องกันเส้นเลือดอุดตัน และลมปัจจุบันกินอย่างไร จะกินดิบๆ (ซาซิมิหรือซูชิ) หรือนึ่ง ย่าง ทอด ก็ได้ทั้งนั้น

3. มะนาว คุณสมบัติ มะนาวอุดมด้วยวิตามินซีประโยชน์ มะนาวไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันการติดเชื้อ แต่กรดในน้ำมะนาว ยังมีคุณสมบัติในการต่อสู้กับแบคทีเรียและช่วยป้องกันอาการเจ็บคอและแผลในปากได้อย่างดีกินอย่างไร การเติมน้ำมะนาวลงในอาหาร ไม่เพียงแต่จะทำให้ได้คุณประโยชน์ แต่ยังชูรสอาหารได้เกือบทุกอย่าง

4. หัวหอม คุณสมบัติ อุดมด้วยวิตามินซีและแอนตี้ออกซิเดนท์อย่างซัลเฟอร์และเควอซีตินประโยชน์ มันอาจทำให้ลมหายใจของคุณมีกลิ่น แต่ก็ช่วยป้องกันโรคที่เกี่ยวกับการหายใจได้หลายอย่าง เนื่องจากหัวหอมช่วยปกป้องร่างกายจากโรคหอบหืด และโรคที่เกิดจากการอักเสบอื่นๆและที่มากไปกว่านั้นก็คือ หัวหอมทำให้ระดับไขมันดีในร่างกายเพิ่มขึ้น และช่วยปกป้องมะเร็งด้วยกินอย่างไร ถึงแม้มันอาจทำให้ลมหายใจของคุณมีกลิน แต่วิธีที่ดีที่สุดในการได้รับคุณค่าจากหัวหอมก็คือ การกินดิบๆ

5. ข้าวโอ๊ต คุณสมบัติ ข้าวโอ๊ตอุดมด้วยแคลเซียม และเส้นใยอาหารแบบละลายในน้ำและไม่ละลายประโยชน์ ถ้าคุณต้องการมีฟันสวยแข็งแรงตลอดกาลข้าวโอ๊ตช่วยได้ นอกจากนี้ข้าวโอ๊ตยังช่วยให้กระดูกแข็งแรงและเส้นใยอาหารในข้าวโอ๊ตยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิต และต่อสู้มะเร็งลำไส้กินอย่างไร ข้าวโอ๊ตสำเร็จรูปหรือโจ๊กข้าวโอ๊ต เป็นอาหารแสนอร่อยและได้คุณค่า

6. มะเขือเทศ คุณสมบัติ มะเขือเทศมีไลโคปีนที่เป็นแอนตี้ออกซิเดนต์อันทรงอำนาจประโยชน์ มะเขือเทศทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแกร่ง ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งต่อมลูกหมาก ปอดและกระเพาะอาหารกินอย่างไร มะเขือเทศจะให้คุณค่าสูงสุดเมื่อปรุงให้สุกด้วยความร้อน เพราะจะมีไลโคปินเพิ่มขึ้นมากกว่ามะเขือเทศสดอย่างเช่น มะเขือเทศกระป๋องมีไลโคปินมากกว่ามะเขือเทศสดถึง 3 เท่า และซอสมะเขือเทศก็ให้ไลโคปินมากกว่าถึง 5 เท่าเลยทีเดียวเคล็ดลับการรับประทานอาหาร เพิ่มอกอึ๋มใครจะนึกบ้างว่า หน้าอกของเราจะมีรูปทรงสวยได้นั้น เกิดจากพื้นฐานง่ายๆ นั่นคือการรับประทานอาหารค่ะ เรื่องนี้ได้มาจากการบรรยายของ เภสัชกรหญิงนันทวดี พิทยาพิบูลย์พงษ์ ผู้จัดการพัฒนาธุรกิจความงามและสุขภาพ บริษัท Venus aesthetic ศูนย์ให้คำปรึกษาปัญหาหน้าอก และให้บริการเกี่ยวกับการเพิ่มขนาดหน้าอก ซึ่งทำให้ทราบว่า การที่หน้าอกหย่อนไม่ได้รูปนั้น เกิดจากอิลาสตินคอลลาเจน (เนื้อเยื่อตรงฐานอกซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้หน้าอกมีความยืดหยุ่นและคงตัว) ไม่แข็งแรง และสาเหตุที่ไม่แข็งแรงนั้น ก็เพราะการรับประทานอาหารแบบทุโภชนาการ รวมถึงการอดอาหารลดน้ำหนักที่ไม่ถูกต้องส่วนประกอบของร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าคือโปรตีนและไขมัน แต่อาหารที่ผู้หญิงนิยมรับประทานกันคือ ผักและผลไม้ ซึ่งเป็นส่วนของพลังงานทั้งสิ้น แต่ในความจริงแล้วร่างกายของเราต้องมีการสร้างซ่อมตลอดเวลา และวัตถุดิบในการสร้างซ่อมก็มาจากอาหารที่เราบริโภคเข้าไปสู่ร่างกาย ดังนั้น หากเราไม่รับประทานอาหารที่ร่างกายสามารถนำไปสร้างซ่อมได้ ร่างกายก็จะย่อยเนื้อเยื่อออกมาก่อนแล้วนำกลับไปใหม่ ทำให้ไม่สามารถซ่อมแซมส่วนที่ต้องซ่อมแซมได้ รวมทั้งการย่อยแบบนี้จะทำให้เนื้อเยื่อต่างๆหลวม รวมไปถึงเนื้อเยื่อตรงฐานหน้าอกด้วย และนี่คือคำตอบว่าทำไมหน้าอกของเราจึงหย่อนและไม่กระชับ สาเหตุก็เพราะเรารับประทานอาหารไม่ถูกสัดส่วนนี่เองคำแนะนำ คือ หากต้องการให้หน้าอกของเรากระชับและตั้งขึ้น จะต้องเปลี่ยนวิธีการบริโภคอาหารเสียใหม่ คือรับประทานให้ครบถ้วน โดยเน้นโปรตีนให้เพียงพอ เพราะการรับประทานโปรตีนอย่างเพียงพอ จะทำให้ร่างกายมีวัตถุดิบในการสร้างซ่อมตัวเอง สำหรับคนที่กลัวว่ารับประทานอาหารครบถ้วนแล้วจะอ้วน ก็ขออธิบายต่อว่า หมวดที่ทำให้อ้วนนั้นได้แก่ แป้งและน้ำตาล ทั้งสองอย่างนี้ใช้เวลาในการย่อยไม่เกิน 40 นาที เมื่อย่อยเสร็จแล้ว แป้งและน้ำตาล จะอยู่ในรูปกลูโคส ซึ่งเป็นพลังงานหลัก แต่ร่างกายก็ยังไม่สามารถนำไปใช้ได้ ต้องมีตัวพานั่นก็คืออินซูลิน เพราะอินซูลินจะพากลูโคสเข้าสู่เซลล์ของกล้ามเนื้อและเปลี่ยนกลูโคสให้เป็นพลังงาน ถ้าใช้ไม่หมดอินซูลินจะนำกลูโคสที่เหลือไปเปลี่ยนเป็นพลังงานไขมันต่ำ สะสมไว้ในชั้นของไขมัน เพราะฉะนั้นการรับประทานอาหารที่มีแป้ง ของหวาน ขนม จะเป็นการรับประทานที่สะสมไขมันอยู่ตลอดเวลา และไม่เคยนำส่วนที่สะสมนี้ไปใช้ได้เลย โรคอ้วนจึงเกิดขึ้นกับเราวิธีที่จะนำไขมันสะสมออกมาใช้นั้น จะต้องมีโปรตีนเข้าไปช่วย เพราะหากโปรตีนไปปนอยู่กับแป้งและน้ำตาลจะทำให้การย่อยช้าลง เกิดการทยอยเข้าสู่กระแสเลือด อินซูลินจะถูกเรียกมาใช้อย่างช้าๆ ใช้แล้วก็หมดไป โอกาสที่จะนำกลูโคสไปสะสมในชั้นไขมันจะลดลง อีกทั้งโปรตีนจะเรียกฮอร์โมนที่ชื่อกลูคากอนออกมา กลูคากอนจะสามารถนำไขมันเก่ามาใช้เป็นพลังงานได้ด้วย แต่โปรตีนควรรับประทานคู่กับผักด้วย เพราะผักจะช่วยซับเอาไขมันส่วนเกินออกไป อีกทั้งไขมันก็เป็นสิ่งที่เราไม่ได้ต้องการ มากเกินไปด้วยวิธีรับประทานโปรตีนที่ถูกต้อง นั้น ให้ใช้ฝ่ามือของตัวเองชี้วัด กล่าวคือ ในตอนเช้า ควรรับประทานโปรตีน ประมาณ ครึ่งฝ่ามือหรือ ไข่ 1 ลูก ตอนกลางวัน รับประทานโปรตีน 3/4 ของฝ่ามือ และในตอนเย็น รับประทานโปรตีนให้เท่ากับ 1 ฝ่ามือ เหตุที่ต้องรับประทานโปรตีนให้มากในช่วงเย็นนั้น เพราะ 70% ของร่างกายจะถูกซ่อมแซมขณะที่เรานอนหลับ ส่วนคนที่นอนน้อย อย่างเช่น นอนตอนตี 1 แต่รับประทานมื้อเย็นไปเมื่อเวลา 18.00 น. นั้น ปกติร่างกายของเราควรมีการเติมอาหารทุกๆ 4 ชั่วโมง ดังนั้น หากเกิดกรณีนี้ในช่วง สี่ทุ่ม ร่างกายของเราจะย่อยอาหารเรียบร้อยแล้ว ช่วงเวลานี้จึงควรทานอะไรเพิ่มเติมเข้าไปและขอแนะนำว่าให้เป็นเรื่องของโปรตีนเท่านั้น เช่น นมหรือน้ำเต้าหู้ เพราะจะได้นำไปเก็บเป็นวัตถุดิบในการสร้างซ่อมได้ การรับประทานให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง หน้าอกกระชับได้รูปมากขึ้นแล้ว หากต้องการทำให้หน้าอกใหญ่ขึ้นโดยการใช้ทรีตเม้นต์และนวัตกรรมจากสถาบันที่เชื่อถือได้ คุณก็จะประสบผลสำเร็จได้ไม่ยาก แต่ถ้าคิดว่าเพียงแค่ต้องการให้หน้าอกคงความกระชับได้รูป การรับประทานอาหารและออกกำลังกาย บริหารหน้าอก ใส่ชุดชั้นในอย่างถูกต้องก็คงจะเพียงพอแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะพอใจแค่ไหน แต่ถึงอย่างไร หากคุณเลือกในสิ่งที่มีคุณค่าให้กับตัวของคุณได้เองตั้งแต่วันนี้ คุณก็จะสวย สดใส มีชัยไปกว่าครึ่งแล้29 สุดยอดอาหาร คงความอ่อนเยาว์คงไม่มีผู้หญิงคนไหนปรารถนาที่จะมีตีนกาอยู่บนใบหน้าเป็นแน่ แต่เพราะตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เรื่องของริ้วรอยเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้!! อยากให้ริ้วรอยลดเลือนลงไป แถมมีกระดูกที่แข็งแรง และมีพลังมากกว่านี้บ้างมั้ยล่ะ ลองเติมสุดยอดอาหารเหล่านี้ลงในเมนูของคุณดูสิ...สดใสดูอ่อนกว่าวัยStay looking youngเพียงแค่เลือกรับประทานอาหารที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เพียงอย่างน้อย 1 อย่าง เป็นประจำทุกวัน ก็จะช่วยให้เส้นผมดำขลับ เงางาม ผิวพรรณผุดผ่องและดวงตาเป็นประกาย

1. บลูเบอร์รี่ : จากผลการวิจัยพบว่า แอนโทไซยานิน (anthocyanin) สารเม็ดสีในบลูเบอร์รี่ ช่วยในการมองเห็น ขอแนะนำให้คุณลอง ปั่นบลูเบอร์รี่รวมกับนมหรือโยเกิร์ตดู

2. พริกหยวก : ทั้งพริกแดง พริกเขียว และพริกเหลืองต่างมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย น้ำฉ่ำๆ จากพริกหยวกยังจะช่วยให้สุขภาพเล็บแข็งแรง ลองนำพริกไปทำซัลซ่า โดยผสมเข้ากับมะเขือเทศ กระเทียม พริกแดง แตงกว่า น้ำมันมะกอก และน้ำมะนาวดูสิ นอกจากจะได้ประโยชน์มหาศาลจากเหล่าสุดยอดอาหารแล้ว ยังได้อร่อยกับเมนูเด็ดจากฝีมือของคุณเองอีก

3. กะหล่ำปลี : เห็นเขียวๆ ม่วงๆ อย่างนี้รู้มั้ยว่ากะหล่ำปลีนั้นอุดมไปด้วยวิตามินเอ, ซีและเบตาแคโรทีนที่จะช่วยในเรื่องของผิวพรรณ เพียงหั่นกะหล่ำปลีบางๆ แล้วนำลงไปผัดกับขิงและกระเทียม เพียงเท่านี้ก็ได้อาหารมื้อค่ำสำหรับตัวคุณเองแล้ว

4. วอลนัท : ทองแดงในวอลนัทช่วยคงสภาพสีผมของคุณไม่ให้เปลี่ยนสีก่อนวัยอันควร ลองโรยวอลนัทลงบนสลัดหรือโยเกิร์ตก็ไม่เลวนะ

5. แอปริคอท : สารเบตาแคโรทีนในแอปริคอทช่วยชะลอการเสื่อมถอยของเลนส์ตา ช่วยในการมองเห็นได้ดี ใส่แอปริคอทลงไปในสตูว์ไก่ ผสมกับขิงและอบเชยให้ได้กลิ่นอายแบบโมร็อคโค

6. อะโวคาโด : การรับประทานอะโวคาโดช่วยทำให้ผิวเรียบเนียน และปกป้องผิวจากอันตรายที่เกิดจากแสงแดด เนื่องจากอะโวคาโดอุดมไปด้วยวิตามินอี บดอะโวคาโดโรยหน้าโอ๊ตเค้กเป็นของทานเล่นดูก็ได้

7. สตรอเบอร์รี่ : วิตามินซีและ สารบางอย่างในสตรอเบอร์รี่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของผนังเส้นเลือดผลไม้สีแดงสดทรงเสน่ห์แบบนี้ เพียงแช่เย็นไว้จิ้มกินกับเกลือตอนนั่งดูทีวีก็เพลินดีไม่น้อย

8. เต้าหู้ : หยุดยั้งผิวที่ซีดและแห้งโดยการรับประทานอาหารอย่าง เต้าหู้ เพราะในเต้าหู้มีสารที่จะช่วยคืนสภาพผิวและป้องกันรอยเหี่ยวย่น ลองผัดรวมกับผักกรอบๆ หรือทำเป็นต้มจืดเอาไว้ทานเป็นมื้อเย็นนอกจากจะช่วยคืนสภาพผิวแล้ว ยังช่วยควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดี

9. ข้าวโอ๊ต : เต็มไปด้วยเส้นใยที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ทั้งยังช่วยลดอาการตึงเครียด จึงทำให้รอยเหี่ยวย่นน้อยลง เพียง โรยข้าวโอ๊ตลงบนมูสลี่ หรือนมอุ่นๆ ใส่น้ำตาลลงไปเล็กน้อยแค่นี้ก็ทานได้แล้ว กระชุ่มกระชวยเหมือนแรกสาวStay feeling young

10. กระเทียม : สมุนไพรกลิ่นแรงอย่างกระเทียมมีคุณสมบัติป้องกันแบคทีเรีย ล้างพิษ และป้องกันไวรัสจากโรคภัยไข้เจ็บ ตั้งแต่ไข้หวัดไปจนถึงมะเร็ง อาหารไทยส่วนใหญ่มีกระเทียมเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว

11. แครนเบอร์รี่ : ผลไม้มหัศจรรย์ช่วยต้านการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ จากงานวิจัยล่าสุดพบว่ายังช่วยป้องกันโรคเหงือก และแผลในช่องท้องได้ชะงัดอีกด้วย อาจจะทำเป็นแยมไว้รับประทานกับขนมปังหรือทำเป็นซอสแครนเบอร์รี่ไว้ทาไก่หรือเนื้อย่างก็มีประโยชน์ไม่แพ้กัน

12. ลินสีด : ช่วยลดอาการเจ็บตามข้อต่อ เพราะอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ที่ร่างกายใช้ในการสร้างฮอร์โมนที่มีคุณสมบัติป้องกันอาการอักเสบ ลองเติมลงในน้ำปั่นหรือโรยหน้าสลัดดูก็ได้นะ

13. กีวี : วิตามินซีและสารอาหารบางอย่างในกีวีช่วยในการไหลเวียนของออกซิเจน ลดปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ เช่น โรคหืด หอบ หั่นกีวีเป็นลูกเต๋าเสียบไม้กับมะม่วงหรือกล้วย ทาด้วยน้ำผึ้ง แล้วนำไปย่าง อาจจะได้รสชาติแปลกใหม่ที่น่าลิ้มลอง

14. ลูกพลัม : อุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยป้องกันการถูกทำลายของไขมันซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในเซลล์สมอง นำลูกพลัมไปเคี่ยวกับน้ำส้ม และโรยลงไปบนมูสลี่ หรือจะกินเล่น เป็นขนมขบเคี้ยวก็ไม่มีใครว่า15. กล้วย : เป็นแหล่งรวมของโพแทสเซียม นอกจากกล้วยจะช่วยในเรื่องของระบบการย่อยอาหารแล้วยังช่วยลดอาการท้องผูก แค่ผสมเข้ากับนม น้ำผึ้ง และอัลมอนด์ ก็จะได้อาหารเช้าที่แสนอร่อย

16. ส้ม : การรับประทานส้มทั้งผลแทนการดื่มน้ำส้มจะช่วยให้ได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ มิหนำซ้ำวิตามินซีในส้มยังช่วยป้องกันและเยียวยาโรคหวัด นอกจากนี้กากของส้มยังช่วยในเรื่องของการขับถ่ายด้วย

17. ข้าวกล้อง : ฮอตฮิต อินเทรนด์กันอยู่พักใหญ่ เพราะอุดมไปด้วยแร่แมงกานีสที่จะช่วยให้พลังงานกับร่างกายโดยการให้โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต และยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย ใครที่ไม่ชอบสีจัดจ้านของข้าวกล้องก็สามารถหุงข้าวกล้องรวมกับข้าวสวยได้

18. มะเขือม่วง : เปลือกของมะเขือม่วงอุดมไปด้วยนาซูนิน (nasunin) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยปกป้องสมองของคุณจากการถูกทำลาย เพื่อคงความฉลาดหลักแหลมของคุณไว้ ลองนำมะเขือม่วงไปทำแกง หรือรับประทานกับข้าวกล้องก็อร่อยไม่เบาแข็งแรงได้ใจ Stay healthy!จากการศึกษาพบว่า อะไรก็ตามที่คุณรับประทานเข้าไป มีโอกาสที่จะทำให้โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ดีขึ้นได้ เช่น โรคมะเร็ง หรือโรคหัวใจ เพื่อให้อัตราการเสี่ยงของคุณลดน้อยลง ลองอาหารพวกนี้ดูสิ

19. ลูกพรุน : โพแทสเซียมในลูกพรุนช่วยลดคอเรสเตอรอลในเลือดและลดระดับความดันเลือด ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นต้นเหตุของการเกิดโรคหัวใจ เสิร์ฟคู่กับโยเกิร์ตหรือกินเล่นเป็นของว่างก็ดี

20. คะน้า : ช่วยให้ตับของคุณผลิตเอ็นไซม์ในการต่อต้านมะเร็ง เมื่อคุณเคี้ยวคะน้า จากการวิจัยพบว่าสามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมได้ ฮืม...ม เลือกผัดคะน้าปลาเค็ม เป็นเมนูมื้อกลางวันดีกว่า (อ้อ อย่าลืมทุบกระเทียมลงไปด้วยนะ)

21. ผักโขม : คุณจะได้รับแคลเซียมจากผักโขม ในขณะเดียวกันก็มีแมกนีเซียมที่จะช่วยให้ร่างกายของคุณดูดซึมแคลเซียมได้ดี การรับประทานใบอ่อนของผักโขมในสลัด จะช่วยให้ป้องกันโรคกระดูกเปราะและหักง่ายเนื่องจากขาดแคลเซียม

22. ราสเบอร์รี่ : จากผลการวิจัยพบว่าสารแอนตี้ออกซิเดนท์ในราสเบอร์รี่สามารถยับยั้งการเกิดเนื้อร้ายได้ ลองนำราสเบอร์รี่ไปราดด้วยช็อกโกแลตเหลวแล้วไปแช่เย็นดูสิ

23. ถั่วงอก : สารประกอบ ที่พบในถั่วงอก สามารถช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือด นอกจากนี้ถั่วงอกยังประกอบด้วยสารอาหารในปริมาณสูง ซึ่งจะช่วยเรื่องโรคเล็กๆ น้อยๆ ของสตรีในวัยหมดประจำเดือนถั่วงอกผัดกับเต้าหู้ ทานกับข้าวสวยร้อนๆ ก็อร่อยไม่เบา

24. บล็อคโคลี่ : การรับประทานบล็อคโคลี่เป็นประจำ จะช่วยลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจได้ถึง20% และยังมีวิตามินซีที่ช่วยป้องกันการปวดกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ และโรคไขข้ออักเสบได้ด้วย ลวกใส่ในสลัด หรือผัดกับกุ้งสดก็ไม่เลว

25. บีทรูท : เนื้อของบีทรูทอุดมไปด้วยเบต้าไซยานิน ซึ่งเป็นสารต่อต้านมะเร็ง รับประทานโดยการนำไปตุ๋นหรือย่าง

26. องุ่นแดง : จะช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดเลือดจับตัวเป็นก้อน และดักจับไขมันในเลือดที่จะเป็นอันตรายต่อเส้นเลือดแดงของคุณ ใส่องุ่นแดงลงในสลัดหรือดื่มไวน์แดงสักแก้วระหว่างมื้อค่ำ

27. ปลาที่มีไขมัน : แซลมอน หรือเนื้อปลาชนิดอื่นๆ ที่มีไขมันปนอยู่บ้างนั้น สามารถช่วยปกป้องคุณจากโรคภัยไข้เจ็บมากมาย อีกทั้งโปรตีนในเนื้อปลายังช่วยในเรื่องของสมอง ว่ากันว่าให้เด็กๆ กินปลาแล้วจะฉลาด ปลานึ่ง ปลาย่างราดซอสอร่อยๆ ล้วนเป็นทางเลือกที่ดี

28. มะเขือเทศ : สารไลโคพีนี (lycopene) ในมะเขือเทศจะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่สำคัญช่วยให้ผิวสวยอย่าบอกใครเลยเชียวล่ะเลือกเอาเลยว่าคุณอยากจะใส่มะเขือเทศลงในอาหารอะไรบ้าง

29. หัวหอม : หัวหอมที่มีกลิ่นไม่หอมเหมือนชื่อนี้จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ทั้งยังช่วยในการรักษาและป้องกันโรคเบาหวาน ซอยเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็กๆ ใส่ในไข่เจียว หรือซอยใส่อาหารประเภทยำช่วยเพิ่ม

Read More